เมื่อน้องมาถามว่าเคยได้ยินมานานล่ะกับเรื่องติเพื่อก่อ แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เราจะสร้างสภาพแวดล้อมแบบไหนที่จะทำยังไงให้คนในทีมสามารถติเพื่อก่อได้อย่างง่ายขึ้น ก็เลยได้คุยกันเรื่องนี้ และอยากเอามาเล่าให้คนอื่นฟังด้วยครับ ปอลอ ทีมไหนอยากทำแล้วต้องการคนโค้ชติดต่อมาได้นะครับ Gentle Callout อันนี้คือการสร้างคำเรียกหรือรูปแบบในการ callout หรือ การเรียกร้องชี้จุดประเด็นที่ต้องการติ การบอกว่าผมคิดว่าคุณทำผิด เข้าใจผิด ไม่ทำตามข้อตกลงร่วมกัน ที่ซอฟต์ลงและไม่ได้ใส่อารมณ์หรือความไม่พอใจหรือความประชดลงไป แบบซอฟต์ๆ

เราจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการติเพื่อก่อได้อย่างไร
เราจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการติเพื่อก่อได้อย่างไร

เมื่อน้องมาถามว่าเคยได้ยินมานานล่ะกับเรื่องติเพื่อก่อ แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เราจะสร้างสภาพแวดล้อมแบบไหนที่จะทำยังไงให้คนในทีมสามารถติเพื่อก่อได้อย่างง่ายขึ้น

ก็เลยได้คุยกันเรื่องนี้ และอยากเอามาเล่าให้คนอื่นฟังด้วยครับ

ปอลอ ทีมไหนอยากทำแล้วต้องการคนโค้ชติดต่อมาได้นะครับ

Gentle Callout

อันนี้คือการสร้างคำเรียกหรือรูปแบบในการ callout หรือ การเรียกร้องชี้จุดประเด็นที่ต้องการติ การบอกว่าผมคิดว่าคุณทำผิด เข้าใจผิด ไม่ทำตามข้อตกลงร่วมกัน ที่ซอฟต์ลงและไม่ได้ใส่อารมณ์หรือความไม่พอใจหรือความประชดลงไป แบบซอฟต์ๆ

แทนที่จะชนกันตรงๆ ถ้าเรามีวิธีการสื่อสารที่แจ้งว่าเรามีคำแนะนำติชมให้คุณนะ แต่ยังไม่ต้องคุยวินาทีนี้ก็ได้ ไว้คุณพร้อมแล้วมาคุยกันนะ แบบพาสเทลๆหน่อยจะดีไหม

ข้อนี้จำเป็นมากเพราะลองนึกภาพว่าเหมือนกับที่เราใช้คำว่า ELMO ซึ่งพูดง่ายกว่า ผมว่าเราคุยเรื่องนี้กันต่อก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว เรามูฟออนไปเรื่องอื่นกันเถอะ (อ่านเรื่อง ELMO ตรงนี้) แถมคนฝังก็จะไม่รู้สึกว่าเรากำลังถูกเพ่งเล็งอะไรแบบนั้นด้วย

คำที่เคยเห็นคนอื่นๆใช้เช่น ธงฟ้า ธงชมพู (เพราะธงแดงก็ยังรู้สึกคุกคามนิดๆอยู่ดี) หรือ ติดดาว/แปะติ๊กเก้อ/แปะโพสต์อิท ประมาณแปะไว้ก่อนเดี๋ยวคุยกัน

วิธีใช้เช่น แทนที่จะบอกว่า จิมพี่มีคอมเม้นเรื่องการ present ให้เราว่ะ หรือ บอยพี่ไม่ชอบเลยที่เราพูดขัดพี่ในที่ประชุมแบบนี้ หรือ คุณพลอยผมว่าคุณทำแบบนี้ไม่ถูกนะ จริงๆที่เขียนตรงนี้ค่อนข้างซอฟต์แล้ว ในโลกจริงน่าจะมีแรงกว่านี้เยอะ

เราก็บอกว่า จิมพี่ขอธงฟ้ากับเราเรื่องนึง บอยพี่ติดดาวไว้กับเราหน่อย คุณพลอยผมขอแปะติ้กเก้อไว้กับคุณหน่อยนะครับ

หรืออาจจะไม่ต้องมีคำพิเศษก็ได้ แค่ต้องซอฟต์ๆ แต่เท่าที่เคยลองมา การที่มีคำพิเศษจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะเหตุผลว่ามาตรฐานความซอฟต์แต่ละคนไม่เท่ากัน

Gentle Response

นี่คือการตอบสนองแบบใจร่มๆเมื่อโดน Callout เราควรมีการสอนแพทเทิร์นวิธีการตอบ เช่น

ผมไม่แน่ใจที่ผมโดนยกธงชมพูนี่คือเรื่องอะไร ผมขอโทษจริงๆถ้าผมทำอะไรที่ไม่เหมาะสม ยังไงผมขอรายละเอียดเพิ่มเติมหลังมีตติ้งได้ไหมตรับ

ที่พี่หนึ่งแปะติ๊กเก้อนี่ผมเดาว่าเป็นเรื่องเข้า daily สายใช่ไหมครับ ผมสัญญาจะพยายามไม่สายอีกพี่ แต่ถ้าพี่อยากคุยกับผมเพิ่มพี่สะกิดผมมาเลยนะ

การที่เราได้ฝีกทั้ง Gentle Callout & Gentle Response เนี่ยผมว่ามันจะทำให้ quality ของการให้ฟีดแบ็คดีขึ้น แถมยังลดความเครียดทั้งคนยกธงและรับธงด้วย

Make Calling Out Normal

ต่อให้ทำทั้งสองเรื่องข้างบนแล้วถ้าเรายังรู้สึกว่าการ callout นี่มันต้องมีเรื่องแน่ๆ หรือเป็นการผิดมารยาทที่จะมา callout กัน สุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี

เพระฉะนั้นเราต้องทำให้การ callout (ถ้าเป็น Gentle Callout นะ) เป็นเรื่องปกติ หรือแม้เป็นเรื่องที่ควรจะทำ ควรต้องได้รับการสนับสนุนให้ทำด้วยซ้ำ

อันนี้มีหลายไอเดียเลย เช่น

ทำ slogan ง่ายๆ ทักกันทุก daily เช่น วันนี้คุณยกธงแล้วหรือยัง (ใคร get reference คุณไม่เด็กแล้วนะ)

ทำบอร์ดไว้นับจำนวนการแปะติ๊กเก้อของทีม เมื่อไหร่ครับไปกินชานมไข่มุกกัน

ทำธงไว้ยกจริงๆในห้องประชุม (แบบที่ Wisesight มี ELMO จริงๆไว้ชูเวลาจะ ELMO)

ไม่ว่าจะทำวิธีไหนเป้าหมายคือการลดกำแพงการ callout ให้ง่ายที่สุด และลดความหมายเชิงลบที่ผู้โดน callout จะรู้สึกให้มากที่สุด

อันนี้ไม่ได้เอามาจากทฤษดีเท่ๆอะไร แค่เอาที่คุยกับน้องๆมาเล่าใหม่ ได้มาฟรีก็อยากแบ่งปันแบบฟรีๆ ใครอยากจะยกธงแปะติ๊กเก้อ เชิญได้เลยครับ

--

--

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเทคนิคที่เกี่ยวกับการใช้ WHY เช่น

แต่หลายๆครั้งเมื่อมาใช้จริงเราอาจจะเจอกับปัญหาว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่คิด

ปัญหาที่ผมเจอคือว่าเมื่อเราใช่คำถามว่าทำไมแล้วคนที่ฟังจะรู้สึกเหมือนเราไปโจมตีพยายามหาความผิดหรือพยายามจะไปคาดคั้นให้เค้าแสดงความรับผิดชอบนะ

ถ้าเราลองเปลี่ยนมาถาม อะไร กับ อย่างไร น่าจะช่วยได้มากกว่าไหม

ลองเทียบดู ระหว่าง

  • ทำไมยอดขายไม่ถึงเป้า
  • มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้ยอดขายเราไม่ถีงเป้า
  • ยอดขายไม่ถึงเป้า มีอะไรที่เราควรทำต้องทำบ้าง
  • ปัญหายอดขายไม่ถึงเป้า เราจะวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างไรดี

จะสังเกตุว่าคำว่า ทำไม จะฟัง aggressive กว่า

และคำถามว่าอะไรและอย่างไรจริงๆก็สามารถถามให้ได้เป้าหมายเดียวกัน (หาเหตุผล) หรือ บางทีอาจจะไปโฟกัสที่ responses / actions plan เลยก็เป็นได้

การถามทำไมจะทำให้รู้สึกว่าเราไปตั้งคำถามกับการตัดสินใจของเค้า หรือไปสื่อว่ารู้อยู่แล้วทำไมทำอีก

อะไร อย่างไร จะช่วยให้รู้สึกว่ามีระยะห่างมากขึ้น สามารถพูดถึงเหตุการณ์โดยมีความเป็นกลางมากขึ้น

มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิด มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แบบนี้ฟังไปทางเราอยากวิเคราะห์ว่าเรามีไล่กันเถอะว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่จะมาส่งผลให้เกิดเหตุการณ์นี้

ทำไมถึงเกิด รู้สึกเหมือนถามว่า คุณรู้มั๊ยทำไมถึงเกิด รู้หรือไม่ว่าความผิดใคร รู้หรือไม่รู้ รู้แล้วทำไมยังทำ

หลายๆคนอาจจะไม่รู้สึกว่าแตกต่าง แต่ผมเคยเจอทั้งกับตัวเองและกับคนอื่น ว่าเราจะ take offense และจะเข้าสู่โหมดป้องกันตัวเองง่ายกว่าเลวลาเจอคำถามว่า ทำไม

ทำไม เป็นคำถามที่ดี เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ต้องรู้ต้องเข้าใจต้องสื่อสาร

แต่บางครั้งการถาม ทำไม อาจจะตรงเกินไป

บางครั้งถาม ทำไม โดยอ้อมๆนิดๆโดยใช้ อะไร อย่างไร อาจจะช่วยมากกว่า

อันนี้ไม่ได้เอามาจากทฤษดีเท่ๆอะไร แค่เอาที่คุยกับน้องๆมาเล่าใหม่ ได้มาฟรีก็อยากแบ่งปันแบบฟรีๆ รับข้อติชมทุกอย่างนะครับ

--

--

มีอยู่ช่วงนึงผมกลับมาหัดไวโอลินอีกครั้งหลังจากไม่ได้แตะเลยมากว่า 30 ปี

แรกๆก็ขยันเล่นอยู่หรอกแต่ไปไปมามาเวลาที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะใช้เล่นไวโอลินก็เริ่มที่จะหายๆไป แล้วเวลาดูซีรี่ในเน็ตฟลิกซ์ก็กลับมาแทน

หลังจากนั้นผมก็พยายามอยู่หลายอย่างที่จะให้ตัวเองกลับมามีเวลาเล่นไวโอลินอีก แต่ไม่ว่าจะทางไหนก็ไม่สำเร็จ ลองให้รางวัลตัวเองถ้าทำได้ก็แล้ว จองเวลาตัวเองไว้เล่นก็แล้ว พยายาหา inspiration มากระตุ้นก็แล้ว ไม่มีอะไรเวิร์คเลย

สุดท้ายพบว่าสิ่งที่ช่วยที่สุดคือการไม่เก็บไวโอลินเข้าเคส แต่เคลียร์พื้นที่ในชั้นของตู้หนังสือหลังโต๊ะทำงานให้สามารถวางไวโอลินเพื่อที่เราจะได้อยากเล่นเมื่อไหร่ไม่ต้องเสียเวลาไปหยิบเคส เปิดเคส หยิบไวโอลินออกมา ถึงจะเล่นได้ แต่หันไปแล้วหยิบมาเล่นได้เลย

ทุกวันนี้จบมีตติ้งไหนเร็วไปเข้าห้องน้ำแล้วเหลือเวลาผมก็จะหันหลังไปที่ชั้นหนังสือแล้วหยิบไวโอลินขึ้นมาเล่นนิดนึงก่อนถึงมีตติ้งถัดไป สรุปเลยได้เวลาฝึกเพิ่มมาอีกเพียบ

เพื่อจะพิสูจน์ว่าแนวคิดนี้ใช้ได้จริงผมก็ทดลองอีก คุณภรรยาซื้อหนังสือ The Art of Statistics มาแล้วบอกให้ผมอ่านแล้วมาสรุปให้ฟังด้วย ก็เลยลองวิธีไปไหนก็ขนหนังสือเล่มนี้ติดตัวไปด้วย ไปทำงานก็ถือ ไปเที่ยวชะอำก็ถือ ไปกินข้าวก็ถือ ไปเข้าส้วมยังถือเลย ใครทักว่าบ้าเปล่าเอา text เล่มบ่ะเอ้งหิ้วไปหิ้วมาเป็นเดือน

ทีนี้พอหนังสือมันอยู่ติดตัวตลอด ว่างนิดนึงก็เอามาอ่าน 3 ประโยค 5 ประโยค อ่านวนไปวนมาเพราะไม่ได้อ่านต่อเนื่อง แต่กลับเป็นดีเพราะพอเราไปอ่านย้อน บางทีก็เฮ้ยเมื่อกี้ไม่ได้เข้าใจแบบนี้ สุดท้ายเราก็อ่านจบ (แต่ถามว่าสรุปให้คุณภรรยารู้เรื่องไหมหรอ ไม่เลย 555 สุดท้ายเค้าบอกเค้าอ่านเองดีกว่า)

เพราะฉะนั้นนะครับ อยากเรียนอะไร อยากทำอะไรเป็น จัดให้สิ่งนั้นมันง่าย ให้มันอยู่ใกล้ตัว ให้เราอยากหยิบเมื่อไหร่ก็หยิบได้ทันที ไม่ต้องมีข้อแม้ ไม่ต้องสนใจข้ออ้าง วางไว้ข้างๆเนี่ยแหละเดี๋ยวว่างๆเราก็หยิบขึ้นมาทำเอง

อยากไปยิมบ่อยขึ้น จัดกระเป๋าพร้อมไปยิมไว้ในรถสองสามใบเลย เช้าวันไหนเย็นวันไหนอยากจะไปก็ไปได้ทันที

อยากเรียนโปรแกรมมิ่งหรอ ทำ shortcut ไป site ที่เรียน ไว้บน desktop เลย หรือยิ่งกว่านั้นเปิดค้างไว้เลย แล้วทำให้เมื่อปิดเปิดคอมใหม่ให้มันเปิด site นี้ทุกๆ startup ไปเลย

อยากทำอาหารกินเองที่บ้านจะได้กินคลีนหรอ จัดเตรียมอาหารที่เดียว 5 ชุด 10 ชุด จัดแบบห่อ aluminum foil ไว้พร้อมโยนเข้าเตาอบ อบ 20 นาที กินได้เลย เมนูโปรดสไตล์นี้ผมคือปลาแซลมอลเนยเห็ดเข็มทองและเลมอนครับ เวลากินกินบน foil เลย แค่ใช้จานรองเพราะมันร้อน ใช้ตะเกียบกิน กินเสร็จโยน foil ลงถังขยะ ล้างจานง่ายๆเพราะไม่ค่อยเลอะ ล้างจริงๆแค่ตะเกียบอย่างเดียว

หวังว่าเทคนิคนี้จะช่วยให้พวกเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือสร้างนิสัยใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ

--

--

เรื่องมีอยู่ว่ามีน้องคนนึงมาปรึกษาว่าเทรนน้องใหม่ในทีมแล้วน้องเหมือนจะตัน สอนตรงไหนก็ทำได้แค่ตรงนั้น ก็เลยมีการคุยกันเรื่องการเรียนรู้ และเทคนิคการฝึกสอนน้องๆ

ทีนี้เราก็กลัวลืมเลยมาเขียนไว้ตรงนี้กันลืมละกัน

การเรียนรู้มีหลายเส้นทาง มีหลายแบบหลายระดับ สิ่งที่ต้องทำต้องโฟกัสในแต่ละช่วงก็ต่างกันไปเช่นกัน ลิสต์​ข้างล่างนี้ไม่จำเป็นต้องเรียงตามแบบนี้อาจจะกระโดด​ไปมาวนไปวนมาตามสิ่งที่ควรโฟกัสช่วงนั้นหรือบางข้ออาจจะต้องทำอยู่เรื่อยๆ

ฝึกทำตามตัวอย่าง

อันนี้หลักๆคือใช้ในการสอนช่วงแรกๆที่เราสอนน้องแบบน้องอาจจะมีความรู้ด้านนี้น้อยหรือไม่รู้เลย ช่วงนี้เรียกว่าเป็นการเรียนรู้แบบทำตามพี่ หรือแค่ให้ทำได้

ช่วงนี้มันเหมือน honeymoon period ทุกอย่างหอมหวานไปหมด สอนอะไรก็น่าสนใจ ทุกๆเรื่องดูใหม่ไปหมด การสอนก็ง่ายการเรียนก็ค่อนข้างง่ายเพราะยังอยู่ช่วงเบสิค แค่ทำตามพี่ไกด์ ก็ได้เห็นผลออกมาแล้ว

เป้าหมายหลักช่วงนี้คือสร้างโมเมนตัมการเรียนรู้และสร้างเบสิคสกิล อาวุธหลักช่วงนี้คือ on the job training ทำคู่กันเลย พี่ทำให้ดูหน่อยนึง อ่ะเราทำบ้าง อ่ะพี่สอนอีก อ่ะตาเรา

เทียบเล่นบอลคือ ยังเล่นไม่ค่อยเป็น สอนกติกาง่ายๆแล้วจับลงเล่นสนามเล็กเลย เล่นไปสอนไป สอนอย่างเดียวไม่สนุก เล่นอย่างเดียวก็ไม่เป็น

ฝึกการตัดสินใจ

เมื่อน้องมีเบสิคสกิลแล้วต่อมาเราอาจจะอยากสอนการตัดสินใจ เริ่มลงรายละเอียดเยอะขึ้น ว่าทำไมตรงนี้ใข้สูตรนี้ ทำไมตรงนี้ implement แบบนี้ ตรงนี้จริงๆมีสามอ็อพชั่นเอบีซีแต่ละอันมีโปรคอนยังไง ทำไมพี่เลือกอันนี้ ถ้าสถานการณ์​เป็นแบบนี้เราจะทำอย่างไรเพราะอะไร ถ้าเราทำงานนี้แล้วเจอปัญหาแบบนี้เราจะมีทางออกได้อย่างไรบ้าง

อันนี้เป้าหมายหลังคือฝึกการตัดสินใจ ทั้งที่เป็นการตัดสินใจและการงาฃแผนแบบต้องใช้เวลาวิเคราะห์​แยกแยะและการตัดสินใจแบบที่ต้องทันที

หลักๆใช้การเอาสถานการณ์​มาวิเคราะห์​ถกประเด็นกัน หรือไม่ก็เป็นการสร้าง​สถานการณ์​จำลองเพื่อให้ลองฝึก

ถ้าเป็นเล่นกอล์ฟอันนี้อาจจะเป็นฝึกกะระยะดูทางลมเลือกทางที่จะตีแล้วเลือกไม้ให้เหมาะสมหรือฝึกการอ่านไลน์ที่ก่อนจะพัท

ฝึกเพื่อสร้างความเชี่ยวชาญ

อันนี้คือฝึกเบสิคสกิลซ้ำๆ เป้าหมายเพื่อสร้างมัสเซิลเมมโมรี่ สร้างให้ร่างการจดจำรูปแบบการกระทำที่ถูกฟอร์มที่มีประสิทธิภาพ​โดยไม่ต้องคิดไม่ต้องตั้งใจ ให้มันออโตเมติกไปเอง หรือทำให้เร็วขึ้น ทำให้แม่นยำขึ้น ทำให้มีของเสียของทิ้งน้อยลง ทำให้ความถูกต้องสูงขึ้น

ฝึกจนจำฟังชั่นเอ็กเซล​ได้ ฝึกจนมือแขนขาไปเองเวลาเต้นเพลง ฝึกจนพอบอลเข้ามือแล้วย่อขาหุบศอกเตรียมพร้อมชู้ทลูกบาสได้ทันที

อาวุธ​หลักๆคือ ดริลการฝึกซ้อมหรือคาตะ พวกนี้มักเป็นฝึกซ้อมท่วงท่าเบสิคถึงกลางๆ แต่เน้นให้ทำซ้ำๆบ่อยๆ ทำจนร่างการจำและทำได้โดยไม่ต้องคิด

ตัวอย่างเช่น เล่นเปียโนเราจะซ้อม 12 เมเจอร์สเกล 12 ไมเนอร์สเกลก่อน อะไรแบบนั้น

ฝึกทฤษฎี​และคอนเซ็พ

อันนี้คือฝึกให้เข้าใจเบื้องหลัง เรียนสถิติ​เพื่อจะได้เข้าใจหลักการวิเคราะห​์ให้ลึกขึ้น เรียนการตลาดเพื่อจะได้รู้ว่าแอพที่เขียนเค้าเอาไปทำอะไร

หลักๆอันนี้คือสร้างความเข้าใจในระดับทะลุปรุโปร่ง​ เห็นเบื้องหน้าทะลุถึงเบื่องหลัง เป้าหมายของอันนี้คือถ้าเราทำแค่สามสี่ข้อบนเราจะเก่งในกรณีที่อยู่​ในสถานการณ์​ที่เราเคยเจอ เราเรียนมาแล้ว เราฝึกมาแล้ว เราเคยตัดสินใจมาแล้ว

แต่เวลามาเจอสถานการณ์​ใหม่ๆถ้าไม่เข้าใจทฤษฎี​ไม่เข้าใจเบื้องหลังมันจะยากมากๆที่เราจะพลิกแพลงเอาวิธีเก่าๆมาดัดแปลงใช้กับโจทย์​ใหม่หรือหาโซลูชัน​ใหม่ๆที่เหมาะสมกับสถานการณ์​ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆได้ หรือจะเป็นการเชื่อมโยงควาทเข้าใจจากมากกว่าหนึ่งสายความรู้เพื่อมาพลิกแพลงเป็นสิ่งใหม่ๆ อะไรแบบนั้น

อาวุธ​หลักๆคือสื่อที่สอนทฤษฎี​ไม่ว่าจะหนังสือวีดีโอหรือออนไลน์ อีกอย่างคือเปเปอร์ทั้งหลายทั้งรีเสิร์ชเปเปอร์ ไวท์เผเปอร์ อาติเคิ้ล หรือข่าวสารในวงการทั้งหลาย

ตัวอย่างเช่น ฝึกเป็นนักบินนี่ก็ต้องเข้าใจ ฟิสิกส์​กลศาสตร์​และไฟล์ทเมคคานิคด้วย

หลักๆที่จะเล่าคือถ้าจะสอนน้อง อาจจะต้องคิดหน่อยว่า แต่ละหัวข้อที่เราจะสอนเค้า เค้าอยู่ตรงไหน เค้าต้องการอะไร การฝึกแบบไหน การตั้งเป้าแบบไหน วิธีการฝึกแบบไหนที่เหมาะสมนะตอนนี้

จริงเรื่องนี้ยังมีอีกเยอะ แต่ยาวละ เดี๋ยวจะขี้เกียจ​อ่านกัน ไว้มาต่อคราวหน้าละกันครับ

ข้างบนนี้ไม่ได้เอามาจากทฤษฎี​หรูๆอะไรที่ไหน ได้มาจากการคุยกับน้องๆที่บริษัท​แล้วเรียนรู้ด้วยกันมา ได้มาฟรีเลยอยากเอามาแชร์ฟรีๆคืนครับ

--

--

มีนิทานมาเล่าให้ฟัง

เรื่องมีอยู่ว่ามีน้องคนนึงเดินมาคุยกับผม

น้อง: พี่นิค ผมขอปรึกษาหน่อย ผมจะทำยังไงดีถึงจะให้คนอื่นเห็นผลงานเห็นความสามารถผมบ้าง ผมรู้สึกว่าพี่ๆบางคนไม่ค่อยเห็นผลงานผมเลย

ผม: ok เรื่องเป็นมายังไงเล่าให้ฟังหน่อย

น้อง: คือผมไปขอ feedback พี่คนนึงว่าถ้าผมอยากจะได้โปรโมตขึ้นตำแหน่งลีด มันมีอะไรที่ควรพัฒนามั๊ย แล้วสิ่งนึงที่พี่เข้าบอกคือพี่เค้ากังวลว่าผมจะดูแลน้องๆเป็นมั๊ย เพราะเค้าไม่เคยเห็นผมทำเลย ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีไหม

ผม: แล้วเรารู้สึกยังไงล่ะ เห็นด้วยกับที่พี่เค้าทักไหม

น้อง: ผมว่ามันไม่แฟร์อ่ะ พี่เค้าก็บอกเองว่าไม่เคยมาดูผมทำเลย แล้วเค้าจะรู้ได้ไงว่าผมทำดีทำไม่ดี มันตลกอ่ะที่จะมาบอกว่ากังวลถ้าไม่เคยเข้ามาดูผมทำอ่ะ อย่างก่อนนี้ผมก็ดูแลน้องอยู่สองคน นี่เดี๋ยวก็จะมีอีกคนที่จะรับมาอีก ไม่ใช่ไม่เคยทำซะหน่อย รู้สึกน้อยใจเหมือนกันนะ

ผม: แล้วแกบอกพี่เค้าว่ายังไงล่ะ

น้อง: ผมก็บอกแบบที่ผมบอกพี่นิคไปเมื่อกี้แหละ ว่ามันไม่แฟร์ที่จะมา question ผมตรงนี้ แบบอะไรอ่ะ

ผม: แล้วบอกไปแบบเมื่อกี้มันช่วยไหมอ่ะ มันทำให้พี่เค้าเข้าใจเราหรือ เชื่อมั่นในเราขึ้นไหมอ่ะ

น้อง: ไม่รู้สิพี่ ผมว่าไม่นะ แต่มันก็ช่วยไม่ได้หรือเปล่าที่ ถ้าพี่เค้าไม่เคยลงมาดูผมอ่ะ

ผม: ไอ้น้อง ฟังพี่นะ พี่สมมุติอะไรให้ฟัง สมมุติว่าถ้าพี่เค้าถามคำถามนี้กับลีดคนอื่นๆคนไหนก็ตามในบริษัทเรา แกรู้มั๊ยว่าทุกคนจะตอบว่ายังไง

น้อง: ไม่รู้ดิพี่ ผมจะไปรู้ได้ไง

ผม: ทุกๆคนจะบอกว่า เค้าเข้าใจที่พี่ไม่เคยเห็นและอาจจะกังวล มีอะไรที่ผมสามารถทำหรือโชว์หรือเล่าให้ฟัง ที่พี่จะมั่นใจผมขึ้นไหม และพี่ว่าส่วนใหญ่เค้าจะมีหลักฐานมีแผนการที่สามารถเอามาเล่าให้เค้าฟังว่าถ้าผมต้องดูแลน้อง ผมจะทำแบบนี้ๆ อาจจะเป็น spreadsheet ที่จะใช้ track progress น้องๆ หรือ เป็น checklist / timeline ว่าจะเทรนเรื่องไหนยังไงเมื่อไหร่ อะไรแบบนี้ หรืออย่างน้อยต้องมีของๆน้องที่เราเคยดูแลในอดีต

น้อง: งั้นผมก็แค่ไปทำแบบนี้ก็พอใช่ไหม จะได้ไม่ต้องมา question สกิลผมอีก

ผม: ไม่เชิง เพราะถ้าแกทำตรงนี้เพิ่มเป็นพิเศษเพื่อตอบคำถามพี่เค้า พี่ว่าเค้าก็อาจจะรู้สึกมั่นใจขึ้น แต่คงไม่ได้มั่นใจที่สุดหรอก เค้าไม่ได้มองหาสิ่งที่เราทำแค่เพื่อตอบคำถามเค้า เค้ามองหาการที่เราจะพิสูจน์ว่าเราทำเรื่องนี้เรื่อยๆ ทำประจำ ทำจนเป็นมาตรฐานของเราแล้ว เค้าอยากเห็นว่าเรามีการเตรียมตัวที่ดี ไม่ใช่แบบ พี่ผมดูแลน้องเก่งนะ ผมเคยดูมาแล้วสองคน พี่เชื่อผม ผมทำได้ แล้วพอจะถามรายละเอียดก็มาโวยวายว่าไม่เชื่อใจ ไม่แฟร์เลย ไม่เคยมาดูจะรู้ได้ไง แบบนี้แหละที่เค้ามองหา

เราฟังที่พี่เล่าแล้วเราว่าไง

น้อง: (คิดอยู่นาน ก่อนจะตอบ) ผมว่าผมเข้าใจเหตุผลที่พี่เค้าถามผมแล้วล่ะ และผมว่าผมรู้แล้วด้วยว่าผมต้องทำอย่างไรต่อ

จบนิทาน

ตัวละครและเรื่องราวทั้งหมดเมคขึ้นมา (ยกเว้นตัวผมเอง อันนี้มีจริง 555) ถ้าเหตุการณ์และตัวละครไปเหมือนใครเข้า เป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ได้ตั้งใจครับ

--

--